19 March 2013

เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?

 
งานวิจัยจากประเทศอังกฤษชี้ว่า กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพก่อให้เกิดสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อบรรยากาศและชีวิตมนุษย์ได้ หากรวมตัวกับสารอื่น การรวมตัวกันของสารดังกล่าว นอกจากจะทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลงแล้ว คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรต่อปี จากผลกระทบดังกล่าวมากถึง 14,000 ราย ภายในปี ค.ศ. 2020 ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษชื่อ “Impacts of biofuel cultivation on mortality and crop yields” นำโดยศาสตราจารย์ Nick Hewitt ระบุว่า นโยบายสีเขียวของสหภาพยุโรปหรืออียู ที่ผลักดันให้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแทนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินและน้ำมันนั้น มิได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่คิด เพราะการปลูกพืชเพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของอากาศ 

จริงอยู่ที่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนพลังงานจากซากสัตว์ที่มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง (carbon-intensive fossil fuels) ส่งผลดีทำให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่การปลูกพืชโตเร็วเพื่อใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ยูคาลิปตัส และต้นหลิว เป็นจำนวนมากในพื้นที่หนึ่งๆ (เมื่อเทียบกับต้นหญ้าและพืชที่ปลูกเพื่อใช้เป็นอาหาร) จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยสารเคมีชื่อไอโซพรีน (isoprene) ซึ่งต้นไม้โตเร็วเหล่านี้ปล่อยออกมาอย่างเข้มข้นในขณะเจริญเติบโต เมื่อสารไอโซพรีนรวมตัวเข้ากับมลภาวะทางอากาศตัวอื่นๆ ในแสงอาทิตย์ (air pollutants in sunlight) ในบรรยากาศชั้นล่าง (lower atmosphere) จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี นำไปสู่การก่อตัวของก๊าซโอโซนที่เป็นพิษ (toxic ozone) ขึ้น ซึ่งการศึกษาระบุว่าเป็นอันตรายต่อทั้งพืชและมนุษย์ ดังนั้นนโยบายของอียูที่ผลักดันให้มีการหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากไม้โตเร็วประเภทดังกล่าว แทนการพึ่งพาพลังงานจากซากสัตว์ที่มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง เพื่อบรรลุเป้าหมาย “2020”—ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมทุกสาขาให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี ค.ศ. 2020—จะส่งผลให้ ผลผลิตข้าวสาลี (wheat) และข้าวโพด (maize) มีจำนวนลดลง คิดเป็นมูลค่า 1.5 หมื่นยูโร ต่อปี เนื่องจากก๊าซโอโซนส่งผลกระทบเชิงลบลดการเจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ก๊าซโอโซนในปริมาณเข้มข้น เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอด โดยในแต่ละปี องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรปหรืออีอีเอ (European Environment Agency—EEA) พบสถิติการตายเนื่องจากโรคปอดในยุโรป มากถึง 22,000 รายต่อปี ในขณะที่มลพิษในอากาศที่เกิดจากเชื้อเพลิงซากสัตว์ก่อให้เกิดการเสียชีวิตในยุโรปราว 500,000 รายต่อปี 



อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ได้ชี้ทางออกให้แก่อียู โดยมีข้อเสนอแนะว่าควรมีนโยบายย้ายฐานการปลูกพืชและผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพออกไปอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น เพื่อลดโอกาสการก่อตัวของก๊าซโอโซน นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า การพิจารณาใช้พันธุวิศวกรรมร์เพื่อลดปริมาณการปล่อยสารไอโซพรีนในพืชเป้าหมายอาจเป็นอีกทางออกหนึ่ง งานวิจัยจากประเทศอังกฤษชิ้นนี้เป็นหนึ่งในหลายความพยายามที่ต้องการทำให้อียูตระหนักถึงนัยของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อตอบสนองนโยบายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอียู เพื่อให้อียูพิจารณาปรับตัวลดผลกระทบที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ งานวิจัยอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในฐานะพลังงานทดแทน เช่น เมื่อราวต้นปี ค.ศ. 2012 รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงอาหารโลก หรือยูเอ็น ซีเอฟเอส (United Nations’s Committee on World Food Security—UN CFS) วิพากษ์วิจารณ์นโยบายกระตุ้นการใช้พลังงานทดแทนของอียูดังกล่าวว่ามีส่วนทำให้ราคาอาหารโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าอียูมีการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์โดยหันมาใช้วัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพที่มิใช่อาหารหรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว น่าติดตามว่าอียูจะมีการตอบสนองต่องานวิจัยจากประเทศอังกฤษชิ้นนี้อย่างไรในอนาคต 

ที่มา 1. http://news.lancs.ac.uk/Web/News/Pages/Biofuel-cultivation-could-harm-human-health.aspx 
        2. http://www.nature.com/nclimate/journal/vaop/ncurrent/full/nclimate1788.html 
        3. http://www.reuters.com/article/2013/01/07/us-climate-biofuels-idUSBRE90601A20130107 
        4. http://news.thaieurope.net/content/view/3864/211/

09 January 2013

ATPER 2013 Conference

สมาคมนักวิชาชีพไทยในยุโรป (ATPER) กำหนดจะจัดการประชุม ATPER 2013 ขึ้นในวันที่ 1-2 มิถุนายน 2556 ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน จึงขอเชิญชวนนักวิชาชีพไทยและนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาในยุโรปเสนอหัวข้องานวิจัยหรือโครงการในที่ประชุม ATPER 2013 หัวข้องานวิจัยหรือโครงการที่นำเสนอจะต้องอยู่ในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้ในประเทศไทย และสามารถร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศไทยในการดำเนินการได้ โดยหัวข้องานวิจัยหรือโครงการ ที่ผ่านการคัดเลือกในที่ประชุม ATPER 2013 จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้าร่วมงานประชุมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) ที่ประเทศไทย โดยสมาคมนักวิชาชีพไทยในยุโรปจะให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมการประชุมแก่ผู้เสนอโครงการ ผู้ที่สนใจส่งหัวข้องานวิจัยหรือโครงการเพื่อนำเสนอในการประชุม ATPER 2013 ขอให้จัดส่งบทคัดย่อข้อเสนอโครงการขนาด 1 หน้ากระดาษ A4 ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษไปยัง contact@atper.eu ภายในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 สมาคมฯ จะดำเนินการคัดเลือกข้อเสนอโครงการ และแจ้งผลให้ท่านทราบ ภายในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556 สมาคมฯ จะรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าที่พักในการเดินทางให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอผลงานในการประชุมดังกล่าว ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ contact@atper.eu

19 December 2012

การประชุม ASEAN-EU Year of Science, Technology, and Innovation 2012

การประชุม ASEAN-EU Year of Science, Technology, and Innovation ๒๐๑๒ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงบรัสเซลส์ โดย EU Commission
สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ประมาณ ๑๐๐ คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานด้าน ว และ ท. ของประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ นักวิจัยในสาขา Life Science, Environment and Food ผู้แทนจากประเทศอียูและหน่วยงานระหว่างประเทศ สถาบันหลักระหว่างประเทศและผู้แทนจากองค์กรอิสระ ผู้ประสานงานโครงการของแต่ละประเทศ นักวิจัยจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับทุนวิจัย Marie Curie และสมาชิกโครงการ SEA-EU-NET จาก ๒๒ สถาบัน
Mr. Simon Grimley ที่ปรึกษาด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของ สวทช. และ NCP SEA-EU-NET of Thailand ได้รับเกียรติให้บรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโครงการ SEA-EU-NET Phase I และ Mr. Chirstoph Elineau, NCP SEA-EU-NET of Germany นำเสนอแผนการดำเนินงานโครงการ SEA-EU-NET Phase II (ระยะเวลา ๔ ปี เริ่มจากเดือนตุลาคม ๒๕๕๕) ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขา Health, Water, and Food ในประเด็นที่ทั้งสองภูมิภาคมีความสนใจร่วมกัน
ดร.พิเชษ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นผู้แทนจากประเทศไทยกล่าวสรุปในพิธีปิดฉากปีแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างอาเซียนและอียูในปี ๒๐๑๒ ว่าประสงค์ที่จะเห็นทุกปีเป็นปีแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างอาเซียนและอียู นอกจากนี้ได้รับเชิญให้เป็นผู้แทนประเทศอาเซียนนำเสนอ Krabi Initiative ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเพื่อใช้เป็น platform ในกรอบความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชื่อมโยงระหว่างสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน
ในโอกาสนี้ ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ประจำกรุงบรัสเซลส์และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป นายอภิชาติ ชินวรรโณ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันคณะผู้แทนไทยก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

19 October 2012

ศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรปตัดสินว่าอังกฤษมีความผิดฐานปล่อยน้ำทิ้งเข้าทางน้ำของยุโรป

จากคำตัดสินของศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2012 อังกฤษเผชิญกับค่าปรับจำนวนมหาศาลเนื่องจากละเมิดกฎหมายการบำบัดน้ำเสียหลังการใช้ของสหภาพยุโรปในตอนเหนือของประเทศอังกฤษและลอนดอน ส่งผลให้มีน้ำทิ้งไหลเข้าทางน้ำของยุโรปทำให้น้ำเสียซึ่งอาจมีเชื้อโรคหรือสารพิษปนเปื้อนเข้าสู่ระบบ
ศาลมีอำนาจที่จะเรียกเก็บค่าปรับหลายพันยูโรต่อวัน แต่ขณะนี้ยังไม่ตัดสินว่าค่าปรับจะเป็นเท่าใด ภายใต้กฎหมายของสหภาพยุโรปที่เรียกว่า “คำสั่ง (directive )” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1991 อังกฤษจึงถูกบังคับให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการบำบัดน้ำเสียใหม่นี้เช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ แต่อังกฤษไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ตอนหนึ่งของคำตัดสินแห่งศาลลักเซมเบิร์กกล่าวว่า "สหราชอาณาจักรล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อผูกพันของตนภายใต้ directive" ในคำแถลงของศาลกล่าวว่า “โรงงานใน Whitburn ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศอังกฤษและในลอนดอนทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในระบบระบายน้ำของท้องถิ่น ซึ่งระบบระบายน้ำของลอนดอนส่วนมากสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยวิกตอเรียและเคยปล่อยน้ำดิบเสียลงสู่แม่น้ำเทมส์เมื่อฝนตกหนักท่วมอุโมงค์ที่มีใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ดูเหมือนว่าโรงบำบัดน้ำเสียของลอนดอนจะสามารถจัดเก็บน้ำเสียได้เพียงพอในสภาพอากาศปกติ แต่มีความจุไม่เพียงพอเมื่อมีฝนตก"
สหราชอาณาจักรโต้แย้งว่าได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปแล้วแต่คำโต้แย้งไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อศาล ศาลกล่าวว่า "รัฐสมาชิกอาจไม่สารภาพความยากลำบากในทางปฏิบัติหรือการบริหารเพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันตามเงื่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกฯ ที่จะนำมาตรการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อบรรลุตามเงื่อนไข" ลอนดอนได้รับมอบหมายให้สร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า 'ท่อระบายน้ำซุปเปอร์' ใต้แม่น้ำเทมส์เพื่อแก้ปัญหาความจุของระบบการจัดเก็บน้ำเสียของเมืองซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 4000 ล้านปอนด์ แต่โดนคัดค้านโดยประชาชนและนักการเมืองท้องถิ่นเพราะค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทำให้ต้องจ่ายค่าน้ำสูงขึ้น ในปี 2010 คณะกรรมาธิการยุโรปขอให้ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปปรับประเทศเบลเยียมสูงถึง 15 ล้านยูโรสำหรับการละเมิดกฎหมายการบำบัดน้ำเสีย คิดเป็นค่าปรับสูงถึงวันละ 62,000 ยูโร (2.48 ล้านบาท)ซึ่งคาดว่าศาลอาจนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคิดค่าปรับสหราชอาณาจักรของการกระทำผิดในครั้งนี้

18 October 2012

EU sanctions target Iran oil, gas, tanker companies

เมื่อวันอังคารที่ 17 ตุลาคม 2555 รัฐบาลของสหภาพยุโรปประกาศท่าทีตอบโต้โปรแกรมนิวเคลียร์ที่เตหะราน โดยจำกัดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกลางแก่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของประเทศอิหร่านถึง 30 บริษัทซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ประเทศอเมริกาและสหภาพยุโรประงับการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านอย่างสิ้นเชิงเพื่อกดดันอิหร่านเรื่องโปรแกรมนิวเคลียร์และพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าแซกแทรงกิจการการค้าน้ำมันของอิหร่านในตลาดอื่นๆอีกด้วย ยักษ์ใหญ่จับมือกัน...คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าอิหร่านจะทำอย่างไรเพื่อให้หลุดพ้นจากหายนะนี้โดยที่ไม่ต้องเปิดเผยโครงการนิวเคลียร์ของตนให้ชาวโลกรู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่......

ขอบข่ายโครงการความร่วมมือของสหภาพยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรม(Horizon ๒๐๒๐)

"Horizon ๒๐๒๐" เป็นชื่อเรียกขอบข่ายโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปฉบับใหม่ต่อจากกรอบโครงการความร่วมมือฉบับที่ ๗ (FP7) เพื่อสนับสนุนความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ตั้งธงไว้ที่ปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ ๑ มกราคม ๒๐๑๔ ข้อเสนอของสหภาพยุโรปขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการอภิปรายในรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป โครงสร้างที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอประกอบด้วยลำดับความสำคัญขั้นพื้นฐานสามลำดับ คือ ๑. เป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ ๒. เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ๓. สนองตอบความท้าทายทางสังคม ความแตกต่างหลักระหว่าง FP7 และ ฮอไรซอน ๒๐๒๐ ประกอบด้วย: (๑)นำการวิจัยและนวัตกรรมมารวมไว้ในโปรแกรมเดียว (๒)มุ่งเน้นไปที่ความท้าทายทางสังคมในสหสาขาวิชาชีพที่ประชาคมยุโรปกำลังเผชิญอยู่ (๓)ทำให้การทำงานร่วมกันของทุก บริษัท มหาวิทยาลัยและสถาบันอื่น ๆ ในทุกประเทศในสหภาพยุโรปและนอกสหภาพยุโรปง่ายขึ้น
ฮอไรซอน ๒๐๒๐ เป็นอุปกรณ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนการริเริ่มดำเนินงานด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรปที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของยุโรป ระหว่างปี ๒๐๑๔-๒๐๒๐ ด้วยเงินงบประมาณในการดำเนินการตามโปรแกรมใหม่ของสหภาพยุโรปเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมสูงถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านยูโร นับเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเพื่อสร้างการเจริญเติบโตและการจ้างงานใหม่ในยุโรป ฮอไรซอน ๒๐๒๐ เสนอช่องทางที่ง่ายขึ้นภายใต้กฎชุดเดียวกันโดยรวมเงินทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมทั้งหมดซึ่งในปัจจุบันมีการให้ทุนสนับสนุนผ่านโครงการเพื่อการพัฒนากรอบการวิจัยและเทคนิค กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมในการแข่งขันและขอบข่ายงานโครงการนวัตกรรม ( CIP ) และสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป ( EIT ) รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว การสนับสนุนข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ Horizon ๒๐๒๐ จะ: @เสริมสร้างความแข็งแกร่งของสหภาพยุโรปด้านวิทยาศาสตร์โดยมีงบประมาณเฉพาะจำนวน ๒๔,๕๙๘ ล้านยูโร เพื่อช่วยเพิ่มการวิจัยระดับบนสุดในยุโรปรวมทั้งเพิ่มเงินทุนให้แก่คณะกรรมการวิจัยยุโรป( ERC ) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากถึง ๗๗% @วงเงินงบประมาณ ๑๗,๙๓๘ ล้านยูโรเพื่อสร้างความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมทั้งการลงทุนที่สำคัญในเทคโนโลยีที่สำคัญและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก SMEs ให้มากยิ่งขึ้น @ วงเงินงบประมาณ ๓๑,๗๔๘ ล้านยูโรเพื่อช่วยระบุความกังวลร่วมของยุโรปเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การพัฒนาระบบขนส่งอย่างยั่งยืนและการเคลื่อนย้าย การผลิตพลังงานทดแทนที่ราคาไม่แพงมาก สร้างมั่นใจด้านความปลอดภัยของอาหารและการรักษาความปลอดภัยหรือการรับมือกับความท้าทายของประชากรผู้สูงอายุ ฮอไรซอน ๒๐๒๐ จะรับมือกับความท้าทายทางสังคมด้วยการช่วยลดช่องว่างระหว่างการวิจัยและการตลาดโดยช่วยองค์กรในการพัฒนานวัตกรรมการคิดค้นทางเทคโนโลยีของพวกเขาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงและมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เป็นวิธีการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการนำภาคเอกชนและรัฐสมาชิกมาทำงานรวมกันโดยร่วมใช้ทรัพยากรที่จำเป็น ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญลำดับแรกๆของฮอไรซอน ๒๐๒๐ นอกเหนือจากการเปิดกว้างให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ฮอไรซอน ๒๐๒๐ ยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมการดำเนินการระหว่างประเทศเป้าหมายกับประเทศคู่ค้าสำคัญและกับภูมิภาคสำคัญตามยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ในกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งกลยุทธ์และความเชื่อมโยงที่มีตลอดโครงการก็เพื่อทำให้มั่นใจว่ามีความร่วมมือระหว่างประเทศตามกรอบความร่วมมือฮอไรซอน ๒๐๒๐ ฮอไรซอน ๒๐๒๐ จะสมบูรณ์ด้วยมาตรการเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ในการพัฒนาสาขาการวิจัยของยุโรป ในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ มาตรการเหล่านี้จะมุ่งทำลายอุปสรรคการสร้างตลาดเดียวสำหรับความรู้การวิจัยและนวัตกรรมอย่างแท้จริง

23 August 2012

Essence of Thailand ครั้งที่ 7 ณ เมือง Stockel, Belgium

ใกล้กำหนดการจัดงาน Essence of Thailand 2012 ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ประจำกรุงบรัสเซลส์ร่วมกับทีมประเทศไทยบรัสเซลส์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  ณ เมือง Stockel ประเทศเบลเยียม ซึ่งในปีนี้มีกำหนดจัดงานในวันที่ 9 กันยายน 2012 ที่จะถึงนี้

วัตถุประสงค์ของการจัดงานก็เพื่อกระชับและขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและพันธมิตรในเบลเยียมและสหภาพยุโรปโดยมีอาหาร ผลไม้และศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นสื่อกลาง โดยคาดหวังว่าจะสามารถสร้างความตระหนักให้แก่ชาวต่างชาติถึงประโยชน์และคุณค่าอาหารไทย ตลอดจนเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารโดยใช้ผักและพืชสมุนไทยได้อย่างถูกวิธีจากการสาธิตของเชฟทั้งไทยและเทศในงาน และในท้ายที่สุดจะสามารถขยายตลาดการส่งออกสินค้าเกษตรมายังสหภาพยุโรปได้มากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล"ครัวไทยสู่โลก"

ดังนั้นจึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยและชิมอาหารไทยหลากหลายชนิดที่นำมาจำหน่ายในงานโดยร้านอาหารไทยที่มีชื่อในเบลเยียมได้ตั้งแต่ 10:00 - 20:00 น. อย่ามาคนเดียวนะคะ จูงลูกจูงหลาน คุณพ่อคุณแม่คุณพี่คุณน้อง...มาสนุกร่วมกัน...และจะขอบคุณยิ่งหากทุกท่านจะช่วยกันกระจายข่าวเรื่องการจัดงานครั้งนี้ให้เพื่อนๆในเครือข่ายของท่านทราบโดยทั่วกัน

    แล้วพบกันนะคะ


:D  

ปล. เกือบลืม!!! มีการจับสลากตั๋วเดินทางไป-กลับจากสารการบินไทยในงานอีกด้วย โชคดีค่ะ