08 June 2012

ความคืบหน้าในการเจริญเติบโตของพลังงานเขียว: EU Commission


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวด้านพลังงานหมุนเวียนของอียูว่า – คณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวในแถลงการณ์ด้านกลยุทธ์ล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 6 มิถุนายน 2012 ว่ายุโรปต้องให้ความเห็นชอบกับเป้าหมายในปี 2030 โดยเร็วที่สุดเพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านพลังงานทดแทน มิฉะนั้นการเจริญเติบโตของพลังงานสีเขียวจะมอดลงหลังจากปี 2020

หลายคนในภาคพลังงานหมุนเวียนเห็นด้วยว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่ง พวกเขาต้องการเป้าหมายที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่บางประเทศสมาชิกในบรรดา 27 ประเทศของสหภาพยุโรปคัดค้านเป้าหมายตามกฎหมายใหม่ด้านพลังงานหมุนเวียนและจะยินดีมากกว่าหากจะไม่มีข้อผูกพันด้วยเงื่อนเวลาหรือไม่ก็ไม่ต้องมีเป้าหมายใดๆเลย 

สหภาพยุโรปมีเป้าหมายที่มั่นคงที่จะเพิ่มส่วนแบ่งพลังงานทดแทนในพลังงานผสมให้ได้ถึงร้อยละ 20 ในปี 2020 ซึ่งนักวิเคราะห์และนักอุตสาหกรรมกล่าวว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใดและอาจบรรลุเกินเป้าหมายด้วยซ้ำ 




นาย Guenther Oettinger กรรมาธิการด้านพลังงานกล่าวในแถลงการณ์ว่า"เราควรดำเนินการต่อเพื่อพัฒนาพลังงานทดแทนและส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมโดยวิธีที่ประหยัดค่าใช้จ่ายและมีประสิทธิภาพ"   
"นั่นคือ ผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในทุกๆที่ที่มีผลคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพื่อขายภายในยุโรปดั่งเช่นที่เราเคยทำกับผลิตภัณฑ์และบริการอื่น ๆ" 

แนวคิดของคณะกรรมาธิการคือ พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควรจะสร้างขึ้นที่ใดก็ตามที่ถูกที่สุด ตอกย้ำการสนับสนุนการตลาดแบบบูรณาการที่จะเชื่อมต่อไปยังทางตอนเหนือของแอฟริกาซึ่งมีศักยภาพในการสร้างเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดใหญ่เพื่อป้อนพลังงานกลับไปยังยุโรป 

แผนการอุดหนุนทางการเงินควรจะสอดคล้องกันทั้งอียู คณะกรรมาธิการกล่าวเสริมว่าการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใดอาจทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้นเมื่อพลังงานทดแทนประสบความสำเร็จมากขึ้นๆ จึงควรค่อยๆถอนเงินอุดหนุนออกทีละน้อยๆ ทั้งนี้พลังงานหมุนเวียนจะต้องสามารถพิสูจน์ตัวเองว่ามีคุณค่าในตลาดต่างประเทศดั่งเช่นสินค้าและบริการอื่น ๆทั้งหมด
เมื่อมองไปหลังปี 2020 นาย Oettinger กล่าวว่าเขาต้องการความตกลงเกี่ยวกับนโยบายใหม่ก่อนที่วาระของคณะกรรมการชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในปี 2014 

การสื่อสารด้านพลังงานหมุนเวียนเพียงวางแบบสถานการณ์สำหรับวิธีการที่จะดำเนินการตามเป้าหมายผูกพันด้านพลังงานหมุนเวียนไปที่ร้อยละ 20 ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดของสามเป้าหมายพลังงานสีเขียวที่จะต้องประสบความสำเร็จในปี 2020 เป้าหมายอื่น ๆ จะใช้สำหรับลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงร้อยละ 20 และลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับระดับที่คาดการณ์ไว้
"หากไม่มีกรอบที่เหมาะสมหลังปี 2020  อัตราการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนจะตกต่ำลง" คณะกรรมาธิการกล่าวในแถลงการณ์ 

ตัวเลือกอื่นรวมเป้าหมายใหม่สำหรับการลดการปล่อยก๊าซ แต่ไม่มีเป้าหมายด้านพลังงานทดแทน นั่นจะทำให้เหลือโครงการขายคาร์บอนของสหภาพยุโรป (ETS) เป็นเครื่องมือหลักเดียวที่จะตัดลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน 
ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นต้น กล่าวว่าควรเน้นการกำหนดเป้าหมายด้านคาร์บอนและพลังงานทดแทนซึ่งจะช่วยกำหนดเป้าหมายพลังงานคาร์บอนต่ำในรุ่นต่อไป เช่น พลังงานจากก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลจากรุ่นที่มีความเข้มข้นคาร์บอนต่ำ พลังงานนิวเคลียร์รุ่นปลอดคาร์บอนหรือแม้กระทั่งพลังงานรูปแบบอื่นๆที่มียังมีข้อด้อยอยู่ 

ในขณะที่ยังมีอีกหลายคนในภาคอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนกล่าวถึงค่าการตลาดของคาร์บอนที่ตกต่ำลงกว่า 7 ยูโร ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 20 - 50 ยูโรที่นักวิเคราะห์กล่าวว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านคาร์บอนต่ำมาก ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องกำหนดค่าเป้​​าหมายด้านพลังงานหมุนเวียน
ตัวเลือกที่สองตามที่ระบุไว้ในเอกสารของคณะกรรมาธิการ คือ แทนที่สามเป้าหมายในปี 2020 ด้วยสามเป้าหมายในปี 2030 ซึ่งอาจเป็นเป้าหมายระดับชาติหรือเป้าหมายร่วมของสหภาพยุโรปก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับการตัดสินใจของประเทศสมาชิกว่าจะเลือกตัวเลือกใด

นาย Oettinger กล่าวว่าเขาจะไม่ตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่ง ให้ขึ้นกับประเทศสมาชิกที่จะอภิปรายความเป็นไปได้

นาย Peter Altmaier รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมของเยอรมนีอ้าแขนรับกลยุทธ์ดังกล่าวด้วยความยินดี แต่มีแนวคิดคล้อยตามแผนการสนับสนุนของสหภาพยุโรปอย่างกลมกลืน และกล่าวเสริมว่า "คณะกรรมาธิการยุโรปได้ส่งสัญญาณแรกที่สำคัญต่อกลยุทธ์ด้านพลังงานทดแทนในปี 2020 ทันเวลาที่จะวางแผนการลงทุนในกรอบตามเงื่อนไขที่เชื่อถือได้" "แต่ความสามารถในการเคลื่อนตัวไปตามศักยภาพการพัฒนาของประเทศสมาชิกก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน  ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามแผนมาตรฐานการสนับสนุนของสหภาพยุโรปอย่างกลมกลืน" 

ในบรรดาข้อเสนอต่างๆ องค์กรร่วมด้านอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนในยุโรป(EREC) เสนอให้เพิ่มความใฝ่ฝันที่แข็งแกร่งและทะเยอทะยานด้านพลังงานทดแทนของประเทศในยุโรป โดยกระตุ้นให้เพิ่มเป้าหมายผูกพันเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการใช้พลังงานหมุนเวียนถึงร้อยละ 45 ของพลังงานผสมในปี 2030 อีกทั้งยังต้องการให้เพิ่มเป้าหมายการลดคาร์บอนไปที่ร้อยละ 30 จากร้อยละ 20 ในปี 2020 

นาย Arthouros Zervos, ประธาน EREC และผู้บริหารระดับสูงจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดของกรีซกล่าวว่า "นี่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้"

ในขณะที่สมาคมพลังงานลมแห่งยุโรปกล่าวว่าการเติบโตที่แข็งแกร่งด้านพลังงานทดแทน จะสามารถสร้างงานในปี 2030 ได้มากกว่า 3 ล้านอัตราเลยทีเดียว

10 May 2012

เป้าหมายของสหภาพยุโรปสีเขียวขึ้นอยู่กับตลาดคาร์บอนและ Acciona

สำนักข่าวรอยเตอร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ สัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มบริษัทด้านพลังงาน Acciona ของสเปนซึ่งให้ข้อคิดเห็นว่าสหภาพยุโรปอาจล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมายสีเขียวหากไม่มีการแทรกแซงเพื่อผลักดันให้ราคาการซื้อขายคาร์บอนสูงขึ้นกว่าระดับปัจจุบันสามเท่า

Acciona เป็นหนึ่งในกลุ่มของธุรกิจประกอบด้วยรอยัลดัตช์เชลล์, ยูนิลีเวอร์ (บริษัทข้ามชาติสัญชาติอังกฤษและเนเธอร์แลนด์), ฟิลลิปส์, ดอยช์เทเลคอม (กลุ่มสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป) และ โวดาโฟน (บริษัทโทรคมนาคมใหญ่ของอังกฤษ)

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมาผู้นำกลุ่มบริษัทในเครือดังกล่าวเข้าเยี่ยมพบคณะกรรมาธิการยุโรป ประธานาธิบดีโฮเซมานูเอลบาร์โรโซ กรรมาธิการอาวุโสและผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป

พวกเขาตอกย้ำเจตนารมณ์ที่จะบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายความสามารถในอนาคตด้านพลังงานหมุนเวียนและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสนับสนุนการดำเนินการของสหภาพยุโรปเพื่อเข้าแทรกแซงราคาคาร์บอนอย่างเร่งด่วน

"พวกเราต้องการที่จะมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและความมุ่งมั่นของพวกเราที่จะปฏิบัติการตามมาตรการเหล่านี้" คาร์เมน เบคเคอริล ประธานกรรมการด้านพลังงานของ Acciona กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์
เธอกล่าวเสริมเมื่อถูกถามถึงมุมมองของ Acciona เกี่ยวกับราคาคาร์บอนที่ควรจะเป็น "หลายปีที่ผ่านมาพวกเราไตร่ตรองราคาคาร์บอนที่ประมาณ 20 ยูโรต่อตัน(ประมาณ 26.30 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งราคาดังกล่าวจะเป็นสัญญาณที่ดี"

ราคาการซื้อขายคาร์บอนของสหภาพยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ปรับลดลงไปที่ระดับต่ำสุดหลังจากยุโรปเข้าสู่​​สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเมื่ออุปทานล้นตลาด ราคาการซื้อขายลดลงไปที่ราคาต่ำกว่า 6 ยูโรเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาและมีการตกลงซื้อขายที่ราคา 7 ยูโรต่อตันเมื่อรอบการซื้อขายในวันพฤหัสบดีที่ 3 พ.ค. 2555

นางคอนนี่ เฮดการ์ด (Connie Hedegaard) กรรมาธิการด้านสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่าเมื่อเดือนเมษายนคณะกรรมาธิการกำลังมองหาวิธีการที่จะปรับแก้ตารางเวลาในการประมูลซื้อคาร์บอน ซึ่งต้องจำกัดอุปทานและเพิ่มราคาให้สูงขึ้น

ทิศทางของนโยบาย

นอกเหนือจากการสนับสนุนคณะกรรมาธิการในการเข้าแทรกแซงตลาดคาร์บอนแล้ว นางเบคเคอริลยังกล่าวเสริมอีกว่าประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปจะต้องเห็นด้วยกับเป้าหมายนโยบายในปี 2030 เพื่อให้นักลงทุนมีเวลานานเพียงพอที่จะวางแผนก่อนที่กฎระเบียบที่มีอยู่ตามเป้าหมายปี 2020 จะหมดอายุลง

เป้าหมายของสหภาพยุโรปสามประการในรอบปี 2020 คือ (1) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนร้อยละ 20 (2) เพิ่มส่วนแบ่งของพลังงานทดแทนในพลังงานผสมถึง 20 เปอร์เซ็นต์และ (3) ลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 ของระดับที่คาดการณ์ไว้

เป้าหมายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเพียงหนึ่งในสามเป้าหมายของสหภาพยุโรป ซึ่งสหภาพยุโรปประสบปัญหาในทางปฏิบัติที่จะดำเนินการให้บรรลุตามแนวทางที่วางไว้และติดกับอยู่ในขั้นตอนการอภิปรายเกี่ยวกับความยุ่งยากที่จะร่างกฎหมายเพื่อบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงาน

แนวความคิดที่จะเพิ่มมาตรการในการควบคุมการใช้พลังงานก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและภาคธุรกิจ บางภาคส่วนรวมทั้งภาคสาธารณูปโภคไม่พอใจกับการแทรกแซงของสหภาพยุโรปและมีข้อถกเถียงกันว่าการเสริมกฎระเบียบมากขึ้นอาจส่งผลให้การเจริญเติบโตของสหภาพยุโรปลดลงหรือไม่

แหล่งข่าวของอียูกล่าวว่าสเปนเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่คัดค้านมาตรการการประหยัดพลังงานของสหภาพยุโรป

นางเบคเคอริลสนับสนุนนโยบายการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของยุโรป  ด้วยเห็นว่าเป็นวิธีการที่จะประกันความปลอดภัยของอุปทานและลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ อีกทั้งมาตรการด้านพลังงานมีความจำเป็นต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า เป้าหมายพลังงานสีเขียวอื่น ๆ ของสหภาพยุโรปอาจมีความเสี่ยงหากนโยบายการซื้อขายคาร์บอนไม่เข้มแข็งพอ เนื่องด้วยตลาดซื้อขายคาร์บอนเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับการกระตุ้นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ผู้นำของกลุ่มบริษัทพลังงาน Acciona และบริษัทอื่น ๆ ที่เข้าเยี่ยมพบกับบาร์โรโซในวันดังกล่าวทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้นำองค์กรความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของสหภาพยุโรปของเจ้าชายแห่งเวลส์

Sandrine Dixson-Decleve ผู้อำนวยการขององค์กรกล่าวว่าการอภิปรายเมื่อวันพฤหัสบดีได้รวมตัวเลือกอื่น ๆ ที่จะช่วยประคับประคองตลาดคาร์บอน เช่น การกำหนดค่าตอบแทนสูงถึงหนึ่งพันล้านยูโรรวมทั้งการสอบเทียบใหม่  อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนมุมมองที่ดีเกี่ยวกับการเปลี่ยนวิธีการจากมาตรการรัดเข็มขัดเป็นการเจริญเติบโตสีเขียว

09 May 2012

กฎระเบียบด้านการป้องกันน้ำท่วมของอียู (EU Flood Directive)

กฎระเบียบดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในพื้นที่ไอร์แลนด์เหนือซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่
หัวใจของกฎระเบียบนี้ คือ ปกป้องชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการผลจากน้ำท่วมต่อสุขอนามัย สิ่งแวดล้อม มรดกทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้น
1.       การป้องกันความสูญเสียจากน้ำท่วมโดยหลีกเลี่ยงการปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนในพื้นที่ที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดน้ำท่วม โดยนำเอาแผนที่การพัฒนาประเทศในอนาคตมาใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้มีการใช้พื้นที่ทางการเกษตรและป่าไม้ให้เหมาะสมอีกด้วย
2.       การปกป้องชุมชน โดยจัดทำมาตรการทั้งที่เป็นโครงสร้างและไม่เป็นโครงสร้างเพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วม
3.       เตรียมความพร้อมของชุมชน โดยแจ้งเตือนสาธารณชนล่วงหน้าถึงความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม พร้อมทั้งวิธีปฏิบัติในกรณีที่เกิดน้ำท่วม
กรอบเวลาของการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 ออกกฎหมายที่เรียกว่า The Water Environment (Floods Directive) Regulations (Northern Ireland) 2009 เพื่อให้กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในปี 2009
ขั้นตอนที่ 2 กำหนดพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำท่วม การประเมินความเสี่ยงต่อน้ำท่วมเบื้องต้นกำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2011
ขั้นตอนที่ 3 จัดทำแผนที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมและอุบัติภัยจากน้ำท่วมให้แล้วเสร็จภายในธันวาคม 2013
ขั้นตอนที่ 4 จัดทำแผนบริหารจัดการในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมให้แล้วเสร็จในปี 2015






นโยบายการลดการปลดปล่อย CO2 ของอียู

อียูตั้งเป้าหมายที่จะลดการปลดปล่อย CO2 ลงถึง 85 % ในปี 2050 




นโยบายดังกล่าวกำหนดขึ้นตามแผนที่พลังงาน 2050 ของอียูที่เผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2011
ความสำเร็จตามนโยบายดังกล่าวขึ้นกับมาตรการประหยัดพลังงานของอียู ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ เนื่องด้วยในแผนที่พลังงานดังกล่าวใช้ 5 สถานการณ์จำลองโดยที่อียูต้องลดการใช้พลังงานลงถึง 32 -41 % โดยกำหนดค่าอัตราการเจริญทางเศรษฐกิจ (GDP) 1.7 % ต่อปี ซึ่งหากคำนวณตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังกล่าวค่าการใช้พลังงานจะต้องสูงกว่านั้นมาก
ในขณะนี้ทั่วยุโรปมีแผนปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานแต่มีขอบข่ายที่จำกัดมากและไม่มีแผนการดำเนินงานที่จริงจัง
นโยบายดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าคงไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมายการลดพลังงานระยะสั้นของอียูลงได้ถึง 20 % ในปี 2020 ดังนั้นคงไม่ต้องพูดถึงความสำเร็จของแผนประหยัดพลังงานระยะยาวของอียูที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2050

นอร์เวย์เปิดอาคารใหม่ที่จะใช้ในการทดสอบการบวนการดักจับก๊าซคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี CCS

เมื่อวันจันทร์ที่ 7 พ.ค. 2555 นอร์เวย์เปิดอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจะใช้เป็นอาคารในการพัฒนาเทคโนโลยีการกักเก็บก๊าซคาร์บอน (Carbon Capture and Storage, CCS), เทคโนโลยีที่ยังไม่ผ่านการรับรองในเชิงพาณิชย์เพื่อกลบฝังก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าไว้ใต้ดินอย่างปลอดภัย
รัฐบาลนอร์เวย์ให้การสนับสนุนศูนย์ในการทดสอบเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้ของโรงงานสองแหล่งเป็นจำนวนเงินถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความคุ้มค่าและปลอดภัย สามารถขยายไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมได้
นายกรัฐมนตรี Jens Stoltenberg กล่าวในพิธีเปิดศูนย์เทคโนโลยี Mongstad (TCM) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง เบอร์เกน ว่า "วันนี้เรากำลังเปิดห้องปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของโลกเพื่อทดสอบเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน ... มันเป็นโครงการที่สำคัญสำหรับนอร์เวย์และสำหรับโลก" ศูนย์ทดสอบนี้ติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่หลากหลายมีการทำงานที่ไม่ซ้ำแบบกัน สามารถทดสอบก๊าซไอเสียจากโรงงานสองแห่งในบริเวณใกล้เคียงคือ โรงไฟฟ้าแบบความร้อนร่วมขนาด 280 เมกะวัตต์และ โรงกลั่นน้ำมัน Mongstad ซึ่งมีกำลังผลิตถึง10-ล้านตันต่อปี ทั้งสองโรงงานผลิตก๊าซไอเสียที่มีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แตกต่างกัน ประมาณร้อยละ 3.5 และร้อยละ 13 ตามลำดับ การปล่อยมลพิษโรงกลั่นน้ำมัน Mongstad มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ใกล้เคียงกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากโรงไฟฟ้าแบบถ่านหิน ซึ่งมีผลสรุปจากการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ว่ามีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่ง CCS เป็นโอกาสเดียวของประเทศที่ก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลกำลังจะหมดลง เป็นความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบอันเลวร้ายจากก๊าซเรือนกระจกที่เกิดการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง โดยกลบฝังก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงมากก็ตาม ศูนย์เทคโนโลยีดังกล่าวประกอบด้วยโรงงานขนาดใหญ่สองโรงงานที่มีความจุในการดักจับคาร์บอนเพื่อประมวลผลรวมกันถึง 100,000 ตันของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี นับเป็นโรงงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่ขณะนี้ ณ ปัจจุบัน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ตกลงใจที่จะลงทุนเงินจำนวนมหาศาลในเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน ประเทศที่มีโครงการดังกล่าวแล้ว ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, อังกฤษและจีน
นาย Guenther Oettinger กรรมาธิการด้านพลังงานของสหภาพยุโรป ปรบมือให้แก่ความพยายามของนอร์เวย์ที่มีขึ้นในช่วงเวลาที่โครงการสาธิตด้านCCS ของยุโรปจนตรอกเนื่องจากการขาดการลงทุน เขากล่าวว่า “นับเป็นก้าวสำคัญของยุโรปในการพัฒนาเทคโนโลยี CCS ซึ่งจะช่วยให้เกิดโมเมนตัมใหม่ในการอภิปรายเพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาใช้เทคโนโลยี CCS ในยุโรป ก๊าซธรรมชาติจะมีอนาคตระยะยาวในยุโรปหากซีซีเอส สามารถนำมาใช้ได้จริง” ตลาดคาร์บอนสหภาพยุโรปถูกนำมาเสนอใช้เพราะเชื่อว่าเป็นวิธีที่ถูกที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยการกำหนดราคาในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และค่าตอบแทนจากการขายของภาคเอกชนเพื่อใช้เป็นปัจจัยต้นทุนประกอบการตัดสินใจลงทุนในระยะยาวของเอกชน อย่างไรก็ตามราคาที่อนุญาตให้มีการซื้อขายคาร์บอนต่ำกว่า 7 ยูโร ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดในการรับซื้อคาร์บอนจากบริษัทที่จะลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด นอร์เวย์เป็นประเทศที่มีประชากรเพียง 4.9 ล้านคน แต่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่เป็นอันดับแปดของโลกและเป็นประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของยุโรปตะวันตกในขณะนี้

19 March 2012

ก้าวต่อไปของการดำเนินงานด้านนโยบายระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตของสหภาพยุโรป

     นโยบายระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตของสหภาพยุโรป หรือที่เรียกสั้นว่า EU ETS เป็นโครงการซื้อขายเครดิตการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีขนาดใหญ่ของโลก ถูกเปิดตัวเมื่อปี 2005 เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับเป็นเสาหลักที่สำคัญของนโยบายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป 








     เฟสที่ 1 (2005-2007) จัดทำขึ้นเพื่อทำงานนอกเหนือสนธิสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศที่มีอยู่ก่อน เช่น   กรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC, 1992)  หรือ พิธีสารเกียวโต (มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2005) ซึ่งต่อมาสหภาพยุโรปได้ผนวกการรับรองตามพิธีสารเกียวโตที่มีความยืดหยุ่นเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการปฏิบัติตามระบบการซื้อขายคาร์บอนภายในสหภาพยุโรป มีประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในขณะนั้นเข้าร่วม ทั้งหมด 15 ประเทศ โดยรวมอุตสาหกรรมด้านพลังงาน (การติดตั้งการเผาไหม้ที่มีการป้อนข้อมูลความร้อนสูงสุดไม่เกิน 20 MW โรงกลั่นน้ำมันแร่, เตาอบโค้ก) อุตสาหกรรมการผลิตและถลุงเหล็ก อุตสาหกรรมเหมืองแร่ (ปูนซีเมนต์เม็ด แก้วและก้อนเซรามิก) อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและอื่นๆอีกมากมาย คิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษในขณะนั้น ผลการดำเนินงานได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลว เนื่องด้วยแทนที่จะลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กลับพบว่ามีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ






     เฟสที่ 2 (2008-2012) จึงมีการดำเนินงานที่เข้มงวดมากขึ้น โดยรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมการบินของสหภาพยุโรป เนื่องด้วยอุตสาหกรรมการบินเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2012 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังมีการถกเถียงจากประเทศต่างๆว่าสหภาพยุโรปไม่มีอำนาจในการควบคุมเที่ยวบินเมื่อไม่ได้บินอยู่ในน่านฟ้าของยุโรป จีนและสหรัฐอเมริกาขู่ว่าจะห้ามผู้ให้บริการระดับชาติของตนปฏิบัติตามแบบแผนของอียู ประเทศไทยได้ยื่นหนังสือคัดค้านกฎระเบียบดังกล่าวของอียูเช่นกัน 
      อย่างไรก็ตามสหภาพยุโรปยืนยันว่ากฎระเบียบดังกล่าวมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมแก่ผู้ให้บริการทั้งหมดและยืนยันว่าการออกกฎระเบียบดังกล่าวมิได้ขัดต่อกฎระเบียบระหว่างประเทศแต่อย่างใด 












      ในปี 2012 คณะกรรมการมีความประสงค์ที่จะรวมอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดและทุกภาคส่วนจากภาคการขนส่ง ได้แก่ การบิน, การขนส่งทางทะเลและการป่าไม้เข้าไว้ในแผนการดำเนินงาน ซึ่งการขยายขอบข่ายไปยังกิจการดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับผู้ใช้และผู้ให้บริการจำนวนมากและจะเพิ่มความซับซ้อนในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้น 
     ประเทศไทยซึ่งมีการขนส่งและค้าขายกับประเทศในยุโรปทางอากาศและทะเลปีหนึ่งๆมีมูลค่ามิใช่น้อย คงได้รับผลกระทบจากมาตรการและกฎระเบียบนี้ของสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ นอกเหนือจากกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกต่างๆ คงต้องเตรียมศึกษาหาข้อมูล ตลอดจนแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทราบเพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตทั้งต่อภาคการขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางทะเลของไทย และผลต่อราคาสินค้าไทยเพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับการบังคับใช้กฎระเบียบนี้ของอียูในเฟสต่อไป(2013-2020)

ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเยือนสถาบันวิจัยด้านนิวเคลียร์ของยุโรป(CERN)


เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำโดย ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เดินทางไปเยือนสถาบันวิจัยด้านนิวเคลียร์ของยุโรป(CERN) ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการก้าวหน้าสำหรับนักฟิสิกส์อนุภาคระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อรับฟังสรุปการดำเนินงานและแสวงหาความร่วมมือในสาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์กับสถาบัน ตลอดจนเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการหลักของสถาบันได้แก่ Alice experiment (Large Ion Collider Experiment) และ CMS experiment (Compact Muon Solenoid) นอกจากนี้มีโอกาสได้พบปะกับนักศึกษาและนักวิจัยไทยที่ไปฝึกอบรม/ดูงาน ณ ห้องปฏิบัติการทั้งสองในขณะนั้นอีกด้วย 








คณะผู้แทนไทยได้รับการต้อนรับและฟังการบรรยายสุปผลการดำเนินงานของสถาบันจาก Prof. Emmanuel Tsesmelis <Emmanuel.Tsesmelis@cern.ch> Representative for South-East  Asia at the CERN Directorate Office ก่อนพาคณะเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการหลักของสถาบันได้แก่ Alice experiment (Large Ion Collider Experiment) และ CMS experiment (Compact Muon Solenoid)







หลังการเยี่ยมชมฯ ดร.บุรินทร์ อัศวพิภพนักวิจัยไทยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานต่อ รมว.วิทย์ฯ ว่ากำลังดำเนินการเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ CERN ด้านการวิจัยด้าน Nuclear Physics ซึ่ง ดร. ชิโนรัตน์ กอบเดชนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสุรนารีและสถาบันซินโครตรอนต่างมีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมในโครงการเช่นเดียวกัน ในการนี้ รมว.วิทย์ฯ จึงได้มอบหมายให้ ดร. ประยูร ส่งสิริฤทธิกุล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันซินโครตรอน ร่วมหารือกับนักวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสุรนารี จัดทำข้อสนอโครงการพร้อมงบประมาณให้ท่าน รมว.ทราบอย่างเร่งด่วนหลังเดินทางกลับจากราชการและมอบหมายให้ ปว.(บซ) เป็นผู้ประสานงานอำนวยความสะดวกในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและ CERN  
ข้อสังเกต:
·         เทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์ฟิสิกส์ที่สถาบัน CERN มีความก้าวหน้าล้ำยุคมาก มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่กว้างขวางและหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งมีการขยายงานวิจัยและพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ทางการแพทย์โดยใช้ย่านพลังงานระดับต่ำ
·         เทคโนโลยีดังกล่าวอาจยังไม่เหมาะสมกับประเทศไทยในขณะนี้ เนื่องด้วยการพัฒนาบุคลากรในสาขานี้ของไทยยังมีไม่เพียงพอ ประกอบกับอุปกรณ์และเครื่องมือมีมูลค่ามหาศาล การเดินเครื่องต้องดำเนินการโดยผู้ชำนาญการเฉพาะทางที่ผ่านการฝึกอบรมจนมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เท่านั้น ส่วนการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ว่าสามารถประยุกต์ใช้ได้จริง แต่ประเทศไทยเพิ่งมีการลงทุนติดตั้งศูนย์ไซโคลตรอนซึ่งใช้ผลิตสารไอโซโทปรังสีที่มีอายุสั้นเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรครวมทั้งมะเร็งต่างๆ ณ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลกรุงเทพฯ 
·         อย่างไรก็ตามความร่วมมือกับ CERN จะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาบุคลากรด้านวิชาการของไทยในสาขาดังกล่าว ซึ่งคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาไปสู่การวิจัยต่อยอดที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในประเทศได้ในอนาคต