19 August 2013

Deal on Horizon 2020







Statement by Máire Geoghegan-Quinn, European Commissioner for Research, Innovation and Science, on the conclusion of negotiations on Horizon 2020
Brussels, 25 June 2013
“After many hours of intense talks, the Irish Presidency, the European Parliament's negotiators and the European Commission have concluded negotiations on the Horizon 2020 package. The package will now be submitted to both the Council and to the European Parliament, where it will be brought forward to a plenary session of the European Parliament.  This is a very important step that will help ensure that Horizon 2020 can launch as planned next year.
That is good news for researchers, for universities, for SMEs, and for all other future participants in the programme. 
It is also good news for the many more that stand to benefit from the breakthroughs and innovations the programme will bring, providing solutions for societal challenges and strengthening industrial competitiveness.
Due credit must go to the European Parliament's negotiators and the Irish Presidency. Together we have worked hard to reach this point.  We now have within reach what the European Parliament, EU Member States and European Commission all envisaged from the start:  a research and innovation programme that will make a real difference for jobs and growth in Europe.”

Focusing Resources on Key Priorities
  1. Excellent Science. This will raise the level of excellence in Europe's science base and ensure a steady stream of world-class research to secure Europe's long-term competitiveness. It will support the best ideas, develop talent within Europe, provide researchers with access to priority research infrastructure, and make Europe an attractive location for the world's best researchers.

    This will:

    - support the most talented and creative individuals and their teams to carry out frontier research of the highest quality by building on the success of the European Research Council;

    - fund collaborative research to open up new and promising fields of research and innovation through support for Future and Emerging Technologies (FET);

    - provide researchers with excellent training and career development opportunities through the Marie Skłodowska-Curie actions ('Marie Curie actions');

    - ensure Europe has world-class research infrastructures (including e-infrastructures) accessible to all researchers in Europe and beyond.
  2. Industrial Leadership. This will aim at making Europe a more attractive location to invest in research and innovation (including eco-innovation), by promoting activities where businesses set the agenda. It will provide major investment in key industrial technologies, maximise the growth potential of European companies by providing them with adequate levels of finance and help innovative SMEs to grow into world-leading companies.

    This will: build leadership in enabling and industrial technologies, with dedicated support for ICT, nanotechnologies, advanced materials, biotechnology, advanced manufacturing and processing, and space, while also providing support for cross-cutting actions to capture the accumulated benefits from combining several Key Enabling Technologies; facilitate access to risk finance; provide Union wide support for innovation in SMEs.
  3. Societal Challenges. This reflects the policy priorities of the Europe 2020 strategy and addresses major concerns shared by citizens in Europe and elsewhere. A challenge-based approach will bring together resources and knowledge across different fields, technologies and disciplines, including social sciences and the humanities. This will cover activities from research to market with a new focus on innovation-related activities, such as piloting, demonstration, test-beds, and support for public procurement and market uptake. It will include establishing links with the activities of the European Innovation Partnerships.
Funding will be focussed on the following challenges:
  • Health, demographic change and well-being;
  • Food security, sustainable agriculture, marine and maritime research and the
  • bio-economy;
  • Secure, clean and efficient energy;
  • Smart, green and integrated transport;
  • Climate action, resource efficiency and raw materials;
  • Inclusive, innovative and secure societies.
Status
With agreement on the H2020 package by the Commission and Parliament, work is now underway on formalising the structures, budgets, work programmes etc.

More information related to Horizon 2020 can be found at http://ec.europa.eu/research/horizon2020/index_en.cfm?pg=home
 

19 March 2013

เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจริงหรือ?

 
งานวิจัยจากประเทศอังกฤษชี้ว่า กระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพก่อให้เกิดสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อบรรยากาศและชีวิตมนุษย์ได้ หากรวมตัวกับสารอื่น การรวมตัวกันของสารดังกล่าว นอกจากจะทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลงแล้ว คาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรต่อปี จากผลกระทบดังกล่าวมากถึง 14,000 ราย ภายในปี ค.ศ. 2020 ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ประเทศอังกฤษชื่อ “Impacts of biofuel cultivation on mortality and crop yields” นำโดยศาสตราจารย์ Nick Hewitt ระบุว่า นโยบายสีเขียวของสหภาพยุโรปหรืออียู ที่ผลักดันให้มีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแทนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินและน้ำมันนั้น มิได้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่คิด เพราะการปลูกพืชเพื่อนำมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของอากาศ 

จริงอยู่ที่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทดแทนพลังงานจากซากสัตว์ที่มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง (carbon-intensive fossil fuels) ส่งผลดีทำให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่การปลูกพืชโตเร็วเพื่อใช้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ยูคาลิปตัส และต้นหลิว เป็นจำนวนมากในพื้นที่หนึ่งๆ (เมื่อเทียบกับต้นหญ้าและพืชที่ปลูกเพื่อใช้เป็นอาหาร) จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยสารเคมีชื่อไอโซพรีน (isoprene) ซึ่งต้นไม้โตเร็วเหล่านี้ปล่อยออกมาอย่างเข้มข้นในขณะเจริญเติบโต เมื่อสารไอโซพรีนรวมตัวเข้ากับมลภาวะทางอากาศตัวอื่นๆ ในแสงอาทิตย์ (air pollutants in sunlight) ในบรรยากาศชั้นล่าง (lower atmosphere) จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี นำไปสู่การก่อตัวของก๊าซโอโซนที่เป็นพิษ (toxic ozone) ขึ้น ซึ่งการศึกษาระบุว่าเป็นอันตรายต่อทั้งพืชและมนุษย์ ดังนั้นนโยบายของอียูที่ผลักดันให้มีการหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจากไม้โตเร็วประเภทดังกล่าว แทนการพึ่งพาพลังงานจากซากสัตว์ที่มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์สูง เพื่อบรรลุเป้าหมาย “2020”—ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายคือ การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรมทุกสาขาให้ได้ร้อยละ 20 ภายในปี ค.ศ. 2020—จะส่งผลให้ ผลผลิตข้าวสาลี (wheat) และข้าวโพด (maize) มีจำนวนลดลง คิดเป็นมูลค่า 1.5 หมื่นยูโร ต่อปี เนื่องจากก๊าซโอโซนส่งผลกระทบเชิงลบลดการเจริญเติบโตของพืชเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ก๊าซโอโซนในปริมาณเข้มข้น เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะส่งผลให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอด โดยในแต่ละปี องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรปหรืออีอีเอ (European Environment Agency—EEA) พบสถิติการตายเนื่องจากโรคปอดในยุโรป มากถึง 22,000 รายต่อปี ในขณะที่มลพิษในอากาศที่เกิดจากเชื้อเพลิงซากสัตว์ก่อให้เกิดการเสียชีวิตในยุโรปราว 500,000 รายต่อปี 



อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ได้ชี้ทางออกให้แก่อียู โดยมีข้อเสนอแนะว่าควรมีนโยบายย้ายฐานการปลูกพืชและผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพออกไปอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น เพื่อลดโอกาสการก่อตัวของก๊าซโอโซน นอกจากนี้งานวิจัยนี้ยังระบุเพิ่มเติมว่า การพิจารณาใช้พันธุวิศวกรรมร์เพื่อลดปริมาณการปล่อยสารไอโซพรีนในพืชเป้าหมายอาจเป็นอีกทางออกหนึ่ง งานวิจัยจากประเทศอังกฤษชิ้นนี้เป็นหนึ่งในหลายความพยายามที่ต้องการทำให้อียูตระหนักถึงนัยของการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อตอบสนองนโยบายการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอียู เพื่อให้อียูพิจารณาปรับตัวลดผลกระทบที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ งานวิจัยอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่มุ่งวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในฐานะพลังงานทดแทน เช่น เมื่อราวต้นปี ค.ศ. 2012 รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงอาหารโลก หรือยูเอ็น ซีเอฟเอส (United Nations’s Committee on World Food Security—UN CFS) วิพากษ์วิจารณ์นโยบายกระตุ้นการใช้พลังงานทดแทนของอียูดังกล่าวว่ามีส่วนทำให้ราคาอาหารโลกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าอียูมีการปรับตัวอย่างสร้างสรรค์โดยหันมาใช้วัตถุดิบเชื้อเพลิงชีวภาพที่มิใช่อาหารหรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อาหารเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว น่าติดตามว่าอียูจะมีการตอบสนองต่องานวิจัยจากประเทศอังกฤษชิ้นนี้อย่างไรในอนาคต 

ที่มา 1. http://news.lancs.ac.uk/Web/News/Pages/Biofuel-cultivation-could-harm-human-health.aspx 
        2. http://www.nature.com/nclimate/journal/vaop/ncurrent/full/nclimate1788.html 
        3. http://www.reuters.com/article/2013/01/07/us-climate-biofuels-idUSBRE90601A20130107 
        4. http://news.thaieurope.net/content/view/3864/211/

09 January 2013

ATPER 2013 Conference

สมาคมนักวิชาชีพไทยในยุโรป (ATPER) กำหนดจะจัดการประชุม ATPER 2013 ขึ้นในวันที่ 1-2 มิถุนายน 2556 ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน จึงขอเชิญชวนนักวิชาชีพไทยและนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาในยุโรปเสนอหัวข้องานวิจัยหรือโครงการในที่ประชุม ATPER 2013 หัวข้องานวิจัยหรือโครงการที่นำเสนอจะต้องอยู่ในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์ความรู้ในประเทศไทย และสามารถร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศไทยในการดำเนินการได้ โดยหัวข้องานวิจัยหรือโครงการ ที่ผ่านการคัดเลือกในที่ประชุม ATPER 2013 จะได้รับการเสนอชื่อเพื่อเข้าร่วมงานประชุมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) ที่ประเทศไทย โดยสมาคมนักวิชาชีพไทยในยุโรปจะให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปร่วมการประชุมแก่ผู้เสนอโครงการ ผู้ที่สนใจส่งหัวข้องานวิจัยหรือโครงการเพื่อนำเสนอในการประชุม ATPER 2013 ขอให้จัดส่งบทคัดย่อข้อเสนอโครงการขนาด 1 หน้ากระดาษ A4 ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษไปยัง contact@atper.eu ภายในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 สมาคมฯ จะดำเนินการคัดเลือกข้อเสนอโครงการ และแจ้งผลให้ท่านทราบ ภายในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556 สมาคมฯ จะรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าที่พักในการเดินทางให้แก่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอผลงานในการประชุมดังกล่าว ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ contact@atper.eu

19 December 2012

การประชุม ASEAN-EU Year of Science, Technology, and Innovation 2012

การประชุม ASEAN-EU Year of Science, Technology, and Innovation ๒๐๑๒ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๐-๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๕ ณ กรุงบรัสเซลส์ โดย EU Commission
สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ มีผู้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ประมาณ ๑๐๐ คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานด้าน ว และ ท. ของประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ นักวิจัยในสาขา Life Science, Environment and Food ผู้แทนจากประเทศอียูและหน่วยงานระหว่างประเทศ สถาบันหลักระหว่างประเทศและผู้แทนจากองค์กรอิสระ ผู้ประสานงานโครงการของแต่ละประเทศ นักวิจัยจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับทุนวิจัย Marie Curie และสมาชิกโครงการ SEA-EU-NET จาก ๒๒ สถาบัน
Mr. Simon Grimley ที่ปรึกษาด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของ สวทช. และ NCP SEA-EU-NET of Thailand ได้รับเกียรติให้บรรยายสรุปผลการดำเนินงานของโครงการ SEA-EU-NET Phase I และ Mr. Chirstoph Elineau, NCP SEA-EU-NET of Germany นำเสนอแผนการดำเนินงานโครงการ SEA-EU-NET Phase II (ระยะเวลา ๔ ปี เริ่มจากเดือนตุลาคม ๒๕๕๕) ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขา Health, Water, and Food ในประเด็นที่ทั้งสองภูมิภาคมีความสนใจร่วมกัน
ดร.พิเชษ ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นผู้แทนจากประเทศไทยกล่าวสรุปในพิธีปิดฉากปีแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างอาเซียนและอียูในปี ๒๐๑๒ ว่าประสงค์ที่จะเห็นทุกปีเป็นปีแห่งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมระหว่างอาเซียนและอียู นอกจากนี้ได้รับเชิญให้เป็นผู้แทนประเทศอาเซียนนำเสนอ Krabi Initiative ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเพื่อใช้เป็น platform ในกรอบความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเชื่อมโยงระหว่างสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน
ในโอกาสนี้ ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ประจำกรุงบรัสเซลส์และหัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป นายอภิชาติ ชินวรรโณ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันคณะผู้แทนไทยก่อนเดินทางกลับประเทศไทย

19 October 2012

ศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรปตัดสินว่าอังกฤษมีความผิดฐานปล่อยน้ำทิ้งเข้าทางน้ำของยุโรป

จากคำตัดสินของศาลยุติธรรมของสหภาพยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2012 อังกฤษเผชิญกับค่าปรับจำนวนมหาศาลเนื่องจากละเมิดกฎหมายการบำบัดน้ำเสียหลังการใช้ของสหภาพยุโรปในตอนเหนือของประเทศอังกฤษและลอนดอน ส่งผลให้มีน้ำทิ้งไหลเข้าทางน้ำของยุโรปทำให้น้ำเสียซึ่งอาจมีเชื้อโรคหรือสารพิษปนเปื้อนเข้าสู่ระบบ
ศาลมีอำนาจที่จะเรียกเก็บค่าปรับหลายพันยูโรต่อวัน แต่ขณะนี้ยังไม่ตัดสินว่าค่าปรับจะเป็นเท่าใด ภายใต้กฎหมายของสหภาพยุโรปที่เรียกว่า “คำสั่ง (directive )” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1991 อังกฤษจึงถูกบังคับให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการบำบัดน้ำเสียใหม่นี้เช่นเดียวกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ แต่อังกฤษไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ตอนหนึ่งของคำตัดสินแห่งศาลลักเซมเบิร์กกล่าวว่า "สหราชอาณาจักรล้มเหลวในการปฏิบัติตามข้อผูกพันของตนภายใต้ directive" ในคำแถลงของศาลกล่าวว่า “โรงงานใน Whitburn ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศอังกฤษและในลอนดอนทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในระบบระบายน้ำของท้องถิ่น ซึ่งระบบระบายน้ำของลอนดอนส่วนมากสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยวิกตอเรียและเคยปล่อยน้ำดิบเสียลงสู่แม่น้ำเทมส์เมื่อฝนตกหนักท่วมอุโมงค์ที่มีใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ดูเหมือนว่าโรงบำบัดน้ำเสียของลอนดอนจะสามารถจัดเก็บน้ำเสียได้เพียงพอในสภาพอากาศปกติ แต่มีความจุไม่เพียงพอเมื่อมีฝนตก"
สหราชอาณาจักรโต้แย้งว่าได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปแล้วแต่คำโต้แย้งไม่มีน้ำหนักเพียงพอต่อศาล ศาลกล่าวว่า "รัฐสมาชิกอาจไม่สารภาพความยากลำบากในทางปฏิบัติหรือการบริหารเพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันตามเงื่อนเวลาที่กำหนด ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของประเทศสมาชิกฯ ที่จะนำมาตรการที่เหมาะสมมาใช้เพื่อบรรลุตามเงื่อนไข" ลอนดอนได้รับมอบหมายให้สร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า 'ท่อระบายน้ำซุปเปอร์' ใต้แม่น้ำเทมส์เพื่อแก้ปัญหาความจุของระบบการจัดเก็บน้ำเสียของเมืองซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 4000 ล้านปอนด์ แต่โดนคัดค้านโดยประชาชนและนักการเมืองท้องถิ่นเพราะค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะทำให้ต้องจ่ายค่าน้ำสูงขึ้น ในปี 2010 คณะกรรมาธิการยุโรปขอให้ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปปรับประเทศเบลเยียมสูงถึง 15 ล้านยูโรสำหรับการละเมิดกฎหมายการบำบัดน้ำเสีย คิดเป็นค่าปรับสูงถึงวันละ 62,000 ยูโร (2.48 ล้านบาท)ซึ่งคาดว่าศาลอาจนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการคิดค่าปรับสหราชอาณาจักรของการกระทำผิดในครั้งนี้

18 October 2012

EU sanctions target Iran oil, gas, tanker companies

เมื่อวันอังคารที่ 17 ตุลาคม 2555 รัฐบาลของสหภาพยุโรปประกาศท่าทีตอบโต้โปรแกรมนิวเคลียร์ที่เตหะราน โดยจำกัดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกลางแก่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของประเทศอิหร่านถึง 30 บริษัทซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ ประเทศอเมริกาและสหภาพยุโรประงับการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านอย่างสิ้นเชิงเพื่อกดดันอิหร่านเรื่องโปรแกรมนิวเคลียร์และพยายามทุกวิถีทางที่จะเข้าแซกแทรงกิจการการค้าน้ำมันของอิหร่านในตลาดอื่นๆอีกด้วย ยักษ์ใหญ่จับมือกัน...คงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าอิหร่านจะทำอย่างไรเพื่อให้หลุดพ้นจากหายนะนี้โดยที่ไม่ต้องเปิดเผยโครงการนิวเคลียร์ของตนให้ชาวโลกรู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่......

ขอบข่ายโครงการความร่วมมือของสหภาพยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรม(Horizon ๒๐๒๐)

"Horizon ๒๐๒๐" เป็นชื่อเรียกขอบข่ายโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปฉบับใหม่ต่อจากกรอบโครงการความร่วมมือฉบับที่ ๗ (FP7) เพื่อสนับสนุนความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ตั้งธงไว้ที่ปี ค.ศ. ๒๐๒๐ ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ ๑ มกราคม ๒๐๑๔ ข้อเสนอของสหภาพยุโรปขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการอภิปรายในรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป โครงสร้างที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอประกอบด้วยลำดับความสำคัญขั้นพื้นฐานสามลำดับ คือ ๑. เป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ ๒. เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม ๓. สนองตอบความท้าทายทางสังคม ความแตกต่างหลักระหว่าง FP7 และ ฮอไรซอน ๒๐๒๐ ประกอบด้วย: (๑)นำการวิจัยและนวัตกรรมมารวมไว้ในโปรแกรมเดียว (๒)มุ่งเน้นไปที่ความท้าทายทางสังคมในสหสาขาวิชาชีพที่ประชาคมยุโรปกำลังเผชิญอยู่ (๓)ทำให้การทำงานร่วมกันของทุก บริษัท มหาวิทยาลัยและสถาบันอื่น ๆ ในทุกประเทศในสหภาพยุโรปและนอกสหภาพยุโรปง่ายขึ้น
ฮอไรซอน ๒๐๒๐ เป็นอุปกรณ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนการริเริ่มดำเนินงานด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรปที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. ๒๐๒๐ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของยุโรป ระหว่างปี ๒๐๑๔-๒๐๒๐ ด้วยเงินงบประมาณในการดำเนินการตามโปรแกรมใหม่ของสหภาพยุโรปเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมสูงถึง ๘๐,๐๐๐ ล้านยูโร นับเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเพื่อสร้างการเจริญเติบโตและการจ้างงานใหม่ในยุโรป ฮอไรซอน ๒๐๒๐ เสนอช่องทางที่ง่ายขึ้นภายใต้กฎชุดเดียวกันโดยรวมเงินทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมทั้งหมดซึ่งในปัจจุบันมีการให้ทุนสนับสนุนผ่านโครงการเพื่อการพัฒนากรอบการวิจัยและเทคนิค กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมในการแข่งขันและขอบข่ายงานโครงการนวัตกรรม ( CIP ) และสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป ( EIT ) รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว การสนับสนุนข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ Horizon ๒๐๒๐ จะ: @เสริมสร้างความแข็งแกร่งของสหภาพยุโรปด้านวิทยาศาสตร์โดยมีงบประมาณเฉพาะจำนวน ๒๔,๕๙๘ ล้านยูโร เพื่อช่วยเพิ่มการวิจัยระดับบนสุดในยุโรปรวมทั้งเพิ่มเงินทุนให้แก่คณะกรรมการวิจัยยุโรป( ERC ) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากถึง ๗๗% @วงเงินงบประมาณ ๑๗,๙๓๘ ล้านยูโรเพื่อสร้างความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม รวมทั้งการลงทุนที่สำคัญในเทคโนโลยีที่สำคัญและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก SMEs ให้มากยิ่งขึ้น @ วงเงินงบประมาณ ๓๑,๗๔๘ ล้านยูโรเพื่อช่วยระบุความกังวลร่วมของยุโรปเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การพัฒนาระบบขนส่งอย่างยั่งยืนและการเคลื่อนย้าย การผลิตพลังงานทดแทนที่ราคาไม่แพงมาก สร้างมั่นใจด้านความปลอดภัยของอาหารและการรักษาความปลอดภัยหรือการรับมือกับความท้าทายของประชากรผู้สูงอายุ ฮอไรซอน ๒๐๒๐ จะรับมือกับความท้าทายทางสังคมด้วยการช่วยลดช่องว่างระหว่างการวิจัยและการตลาดโดยช่วยองค์กรในการพัฒนานวัตกรรมการคิดค้นทางเทคโนโลยีของพวกเขาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงและมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เป็นวิธีการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการนำภาคเอกชนและรัฐสมาชิกมาทำงานรวมกันโดยร่วมใช้ทรัพยากรที่จำเป็น ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญลำดับแรกๆของฮอไรซอน ๒๐๒๐ นอกเหนือจากการเปิดกว้างให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว ฮอไรซอน ๒๐๒๐ ยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมการดำเนินการระหว่างประเทศเป้าหมายกับประเทศคู่ค้าสำคัญและกับภูมิภาคสำคัญตามยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ในกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งกลยุทธ์และความเชื่อมโยงที่มีตลอดโครงการก็เพื่อทำให้มั่นใจว่ามีความร่วมมือระหว่างประเทศตามกรอบความร่วมมือฮอไรซอน ๒๐๒๐ ฮอไรซอน ๒๐๒๐ จะสมบูรณ์ด้วยมาตรการเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ในการพัฒนาสาขาการวิจัยของยุโรป ในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ มาตรการเหล่านี้จะมุ่งทำลายอุปสรรคการสร้างตลาดเดียวสำหรับความรู้การวิจัยและนวัตกรรมอย่างแท้จริง